Chapter 1: The Science of Masculinity
3 min readภาพรวม
บทแรกสำรวจประวัติศาสตร์ของความรู้เกี่ยวกับความเป็นชายในศตวรรษที่ 20 ความรู้ที่ผลิตขึ้นจากสามโครงการหลักได้แก่ จิตวิเคราะห์ (psychoanalysis) บทบาททางเพศ (sex role theory) และสังคมศาสตร์แนวใหม่ (new social science) และถามว่าเราสามารถมี "ศาสตร์แห่งความเป็นชาย" ได้หรือไม่ คำตอบคือไม่ใช่ในแบบวิทยาศาสตร์ปฏิฐานนิยม (positivist science) แต่เป็นวิทยาศาสตร์เชิงวิพากษ์ (critical science) ที่เข้าใจความเป็นชายในฐานะมิติหนึ่งของความสัมพันธ์ทางเพศสภาพ (gender relations)
แนวคิดหลัก (Core Concepts)
Rival Knowledges: ความรู้ที่แข่งขันกัน
- ความรู้เกี่ยวกับความเป็นชายมาจากหลากหลายแหล่ง: สามัญสำนึก จิตวิทยา ชีววิทยา สังคมศาสตร์ ศาสนา โดยแต่ละแหล่งมีข้ออ้างความจริงที่แตกต่างกัน
- ความรู้เหล่านี้เชื่อมโยงกับปฏิบัติการทางสังคม (social practices) ที่เฉพาะเจาะจง เช่น จิตวิเคราะห์เกิดจากการปฏิบัติบำบัด (clinical practice) ทฤษฎีบทบาททางเพศเกิดจากการศึกษาในห้องปฏิบัติการ
- วิทยาศาสตร์ธรรมชาติเองก็มีลักษณะทางเพศ (gendered), ถูกทำให้เป็นชาย (masculinized) ทั้งในด้านบุคลากร คำเปรียบเปรย และโครงสร้างอำนาจภายใน
Clinical Knowledge: ความรู้ทางคลินิก
Freud และการค้นพบความซับซ้อนของความเป็นชาย
- Freud ไม่ได้เขียนทฤษฎีความเป็นชายอย่างเป็นระบบ แต่มันเป็นแก่นเรื่องที่ปรากฏตลอดงานเขียนสามสิบปีของเขา
- พัฒนาการทางความคิดของ Freud มีสามขั้น:
- แนวคิดเรื่องจิตไร้สำนึก (unconscious) การเก็บกด (repression) และกระบวนการสร้างเพศสภาพที่ยาวนานและเต็มไปด้วยความขัดแย้ง
- การวิเคราะห์จิตเชิงสถาปัตยกรรม ความเป็นชายในผู้ใหญ่เป็นการประกอบสร้างที่ซับซ้อนและไม่มั่นคง มีชั้นอารมณ์หลายชั้นที่ขัดแย้งกัน
- แนวคิดเรื่อง superego การรับเอาข้อห้ามจากพ่อเข้ามาภายใน เป็นกลไกที่วัฒนธรรมควบคุมความปรารถนาของปัจเจก
- Freud ยืนยันว่า ความเป็นชายไม่เคยอยู่ในสภาพบริสุทธิ์ มีความเป็นหญิง (femininity) แทรกซึมอยู่ในบุคลิกภาพของชายเสมอ
- กรณีศึกษา Wolf Man เป็นความท้าทายต่องานวิจัยความเป็นชายทั้งหมด แสดงให้เห็นความตึงเครียดภายในบุคลิกภาพชายและการเปลี่ยนแปลงตลอดช่วงชีวิต
จิตวิเคราะห์อนุรักษ์นิยมและทางเลือกอื่น
- ระหว่าง 1930-1960 จิตวิเคราะห์เคลื่อนตัวไปทางขวา มองสุขภาพจิตเท่ากับการยอมรับบรรทัดฐานทางเพศ รักต่างเพศ และการแต่งงาน
- Homosexuality ถูกมองว่าเป็นพยาธิวิทยา จิตวิเคราะห์กลายเป็นเทคนิคการทำให้เป็นปกติ (normalization)
- ทางเลือกที่สำคัญ:
- Jung: แนวคิดเรื่อง anima (ความเป็นหญิงภายในชาย) และ archetypes ที่กลายเป็นสูตรสำเร็จไร้ประวัติศาสตร์ และสนับสนุน backlash ต่อสตรีนิยม
- Adler: แนวคิด masculine protest คือการชดเชยมากเกินไป (over-compensation) ในทิศทางของความก้าวร้าวเมื่อรู้สึกไร้อำนาจ เป็นจุดเริ่มของจิตวิเคราะห์เพื่อสตรีนิยม
- Erikson/Stoller: ทฤษฎี gender identity แนวคิดเรื่องอัตลักษณ์ทางเพศที่เป็นแกนกลาง (core gender identity), แต่เป็นทฤษฎีที่ทำให้เป็นปกติ (normalizing) และขจัดความขัดแย้งภายใน
Radical Psychoanalysis
- Alfred Adler: masculine protest ไม่ใช่แค่สาเหตุของโรคประสาท แต่เป็นพลังในวัฒนธรรมทั่วไป "the arch evil of our culture, the excessive pre-eminence of manliness"
- Reich และ Frankfurt School: การสังเคราะห์ Marx-Freud ครอบครัวอำนาจนิยม (authoritarian family) เป็นแหล่งผลิตซ้ำของชายเป็นใหญ่ The Authoritarian Personality แสดงให้เห็นความหลากหลายของความเป็นชายในบริบทสังคมเดียวกัน
- Sartre และ Existential Psychoanalysis: เพศสภาพไม่ใช่บุคลิกภาพที่ตายตัว แต่เป็นความผูกพัน (commitment) ที่แสดงออกผ่านการกระทำ de Beauvoir ใช้แนวทางนี้ใน The Second Sex
- Laing: กรณีศึกษา David ความเป็นชายที่แตกสลายจากความขัดแย้งทางเพศที่ไม่สามารถจัดการได้
- Lacanian feminism: ความเป็นชายคือตำแหน่งในระบบสัญลักษณ์ ผู้ครอบครอง phallus ในระเบียบสัญลักษณ์ (symbolic order)
- Chodorow/Dinnerstein: เด็กชายถูกผลักให้แยกจากแม่ (pre-Oedipal separation), สร้างบุคลิกภาพที่เน้นขอบเขตระหว่างคนและขาดความต้องการความสัมพันธ์ เชื่อมโยงพัฒนาการบุคลิกภาพกับการแบ่งงานทางสังคม (division of labour)
The Male Role: ทฤษฎีบทบาทชาย
- ต้นกำเนิดจากงานวิจัยความแตกต่างทางเพศ (sex difference research) ตั้งแต่ทศวรรษ 1890 ผลการวิจัยพบว่าความแตกต่างทางจิตวิทยาระหว่างเพศมีน้อยมากหรือไม่มีเลย แต่ความเชื่อเรื่องความแตกต่างยังคงอยู่ (Deceptive Distinctions)
- แนวคิด sex role เกิดขึ้นกลางศตวรรษที่ 20 มองความเป็นชายเป็นบรรทัดฐานทางสังคมที่ถูกเรียนรู้ผ่าน socialization
- Talcott Parsons: บิดาคือ instrumental (มุ่งงาน) แม่คือ expressive (มุ่งอารมณ์), ทฤษฎีหน้าที่นิยม (functionalist) ที่สมมุติความสอดคล้องระหว่างสถาบัน บรรทัดฐาน และบุคลิกภาพ
- Men's Liberation ในทศวรรษ 1970: "male sex role" เป็นสิ่งที่กดขี่ผู้ชายเช่นกัน ต้องเปลี่ยนแปลง แต่มีจุดอ่อนสำคัญ:
- ขาดการวิเคราะห์อำนาจ: มองบทบาทเป็น reciprocal (ต่างตอบแทน) ไม่ใช่ hierarchical (ลดหลั่น)
- categoricalism: ลดเพศสภาพเหลือแค่สองประเภท ทำให้มองไม่เห็นเชื้อชาติ ชนชั้น เพศวิถี
- มองการเปลี่ยนแปลงว่ามาจากภายนอก ไม่มีแนวคิดเรื่องพลวัตภายในความสัมพันธ์ทางเพศ
- Pleck วิจารณ์ functionalist sex role theory บทบาทและอัตลักษณ์ไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกัน แต่ก็ยังอยู่ในกรอบ role theory
The New Social Science: สังคมศาสตร์แนวใหม่
ประวัติศาสตร์
- งานเขียนประวัติศาสตร์มักเป็นเรื่องของผู้ชาย แต่ไม่ใช่เรื่องความเป็นชาย นักประวัติศาสตร์แนวใหม่เริ่มศึกษาความเป็นชายในฐานะปรากฏการณ์ทางประวัติศาสตร์
- Jock Phillips (นิวซีแลนด์): แสดงให้เห็นการผลิต masculinity ต้นแบบผ่านปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ตั้งถิ่นฐาน รัฐ และระบบจักรวรรดิ กีฬารักบี้ถูกผลิตขึ้นอย่างจงใจเพื่อควบคุมความรุนแรงของผู้ชายและผลิตความเป็นชายที่พึงประสงค์
- Heward, Grossberg, Seccombe: แสดงให้เห็นว่าความเป็นชายฝังอยู่ในสถาบัน โรงเรียน วิชาชีพกฎหมาย ตลาดแรงงาน ไม่ใช่แค่ความคิดในหัว
ชาติพันธุ์วรรณนา
- Margaret Mead: แสดงความหลากหลายทางวัฒนธรรมของความเป็นชายและหญิง แต่ยังคงเชื่อใน heterosexuality ตามธรรมชาติ
- Gilbert Herdt (Sambia): วัฒนธรรมที่ผู้ชายทุกคนมีความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้ชายในช่วงหนึ่งของชีวิต การร่วมเพศทางปากเพื่อถ่ายทอดน้ำอสุจิซึ่งเป็นแก่นของความเป็นชาย ท้าทายสมมติฐานตะวันตกว่า homosexuality ต้องนำไปสู่ effeminacy
- Gilmore (Manhood in the Making): ความพยายามสรุปกฎทั่วไปจากข้อมูลชาติพันธุ์วรรณนา แต่ผลลัพธ์เป็นสิ่งซ้ำซาก (banal), ปัญหาคือการตั้งสมมติฐานว่ามีวัตถุแห่งความรู้ที่เสถียรที่เรียกว่า "masculinity" ในทุกวัฒนธรรม
- Strathern (Hagen): เพศสภาพในวัฒนธรรม Hagen ไม่ใช่ sex role แต่เป็นคำเปรียบเปรย (metaphor), กลุ่มเครือญาติทั้งหมดสามารถเป็น "กลุ่มของผู้ชาย" ได้โดยไม่เกี่ยวกับเพศทางชีววิทยา
สังคมวิทยา
- การสร้าง masculinity ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่การเรียนรู้บรรทัดฐานแบบ passive แต่เป็นการสร้างและสร้างใหม่ผ่านปฏิบัติการ
- Messner: กีฬาเป็นสถาบันที่ผลิต masculinity แบบแข่งขันและลดหลั่น
- Cockburn: การเมืองของการสร้างความเป็นชายในโรงพิมพ์ การกีดกันผู้หญิงกำลังละลาย
- แนวคิด hegemonic masculinity: ความเป็นชายที่ครอบงำทางวัฒนธรรมในช่วงเวลาหนึ่ง และความสัมพันธ์ระหว่าง masculinities แบบต่างๆ (alliance, dominance, subordination)
Political Knowledge: ความรู้ทางการเมือง
- Gay Liberation: homophobia เป็นศูนย์กลางของ dominant masculinity ความเป็นเกย์ถูกทำให้เป็นหญิง (feminized), แต่ในทางปฏิบัติมี homosexual desire ในหมู่ชายที่ดู masculine มาก
- Women's Liberation: ผู้ชายคือชนชั้นปกครองใน patriarchy ควบคุมรัฐ บริษัท สื่อ อาวุธ สตรีนิยมบางสายมองว่าผู้ชายทุกคนมีศักยภาพเป็นผู้ข่มขืน (rapist), แต่ก็ยอมรับความแตกต่างระหว่างผู้ชายและความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนแปลง
Key Takeaways
- ไม่สามารถมี positivist science of masculinity ได้ เพราะวัตถุแห่งความรู้ ("masculinity") ไม่ได้เป็นสิ่งเดียวกันในทุกวัฒนธรรมและทุกยุคสมัย มันเป็น relational concept ที่ต้องเข้าใจในบริบทของ gender relations
- ความรู้เกี่ยวกับ masculinity เป็นความรู้ที่มีลักษณะทางการเมือง เชื่อมโยงกับปฏิบัติการทางสังคมที่ผลิตมันขึ้นมา การยอมรับสิ่งนี้ไม่ใช่จุดอ่อนแต่เป็นจุดแข็งทางญาณวิทยา (epistemological asset)
- baseline ทางจริยธรรมของการวิเคราะห์คือ social justice ความเป็นไปได้ทางภววิสัยของความยุติธรรมในความสัมพันธ์ทางเพศ
- สามโครงการหลักของศาสตร์แห่งความเป็นชายล้วนมีข้อจำกัด แต่ละโครงการผลิตความรู้บางอย่างและปิดบังบางอย่าง การสังเคราะห์ที่แท้จริงต้องรวมมิติของบุคลิกภาพ โครงสร้างสังคม และพลวัตทางประวัติศาสตร์